Lead

Jan 18 07 12:17 AM

Tags : :

เรื่องใบประกอบโรคศิลปะของสาขาวิชาการกำหนดอาหารเนี่ยยังไม่มีค่ะ เพียงแต่ว่า ให้เตรียมใจว่าในอนาคต อาจจะเป็นรุ่นหนูเรียนจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเพราะเรื่องแบบนี้ใช้เวลานานมากกว่าจะออกเป็นกฏหมายออกมาได้ค่ะ ก็อย่างพวกเภสัช ตอนเอ็นเข้าไปอาจจะไม่รู้ว่าต้องสอบรวบยอดแบบที่สอบใบประกอบโรคศิลปะกันตอนปีสุดท้าย ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ต้องสอบ ปัจจุบันก็ต้องสอบกันหมดทุกแห่ง ต้องทำใจยอมรับกันไป มันเป็นแนวโน้มของการทำงานประกอบวิชาชีพทางด้านการแพทย์อย่างมีระบบควบคุมคุณภาพค่ะ ถ้าเราเป็นประชาชนทั่วไป และรู้ว่าเขามีระบบสอบกันแบบนี้ เราเองก็คงอุ่นใจมากขึ้นว่า คนที่มาดูแลรักษาเรามีความรู้จริงๆ ไม่ใช่มั่วๆกันเข้ามา

ที่จริงถ้าเรามองโลกในแง่บวก เราน่าจะรู้สึกดีกับการสอบใบประกอบโรคศิลปะเพราะมันเป็นความภูมิใจของวิชาชีพ ที่เรามีความสำคัญและ uniqueในวิชาชีพของเรา คือว่า มันรู้สึกว่าเราก็ได้ตรวจสอบตัวเองว่าเรารู้จริงหรือเปล่า

สำหรับคำถามว่า สนใจไปทาง food science มานจะยากกว่าไหมค่ะ
มันไม่ยากง่ายกว่ากันหรอกค่ะ มันขึ้นกะชอบไม่ชอบมากกว่า ลองไปดูรายวิชาที่เขาเรียนแล้วเปรียบเทียบสิคะ จะได้รู้ว่าสำหรับวิวแล้วมัน O.K. หรือไม่ ยากหรือง่ายขึ้นกับแต่ละคน เราชำนาญวิชาไหน

อาจารย์แนะนำขั้นตอนตัดสินใจนะคะ
1. ให้เราลองหลับตานึกภาพดูว่า เราอยากทำงานแบบไหน ทำงานที่ไหน สาขาที่เราเลือก มันใช่เลยอ๊ะเปล่า
2. เอารายวิชาในสาขามาดู แล้วคาดคะเน ว่า รวมๆแล้ววิชาที่เรียนมันจะเป็นศึกหนักสำหรับเรา หรือ น่าจะไปได้
3. ดูคะนน min-max และคะแนนเฉลี่ย ของสาขาวิชา เพื่อดูโอกาสที่เราจะสอบได้ว่ามีเปอร์เซ็นมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้พวกพี่ๆ เขาจะตอบได้ดีกว่าอาจารย์เพราะมีพวกเซียนๆทายแม่นอยู่หลายคน

แล้วที่ถามไปว่าถ้า ม 5 ไม่ได้เรียนที่เมืองไทย มานจะเป็นปัญหาใหญ่ไหมค่ะ แบบว่ามันหมดหวัง
ก็ไม่ต้องหมดหวัง ก็อย่างที่อาจารย์บอกไว้ค่ะ เหรียญมี 2 ด้าน ถ้าเรามองแต่ด้านร้ายชีวิจเรามันก็จะจุ๊ดจู๋อยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเราหัดมองด้านบวก เราก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นของดี ย่งเรียนต่างประเทศมาอาจารย์ว่าน่าจะได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสอบภาษาอังกฤษเนี่ยมันเป็นของแสลงของนักเรียนไทยทั้งหลาย วิวก็ได้เปรียบ ประสบการณืที่มีทุกอย่างเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น โลกของหนูมันกว้างกว่าคนอื่น เออ ยิ่งคิดก็ยิ่งดี ขอเพียงให้หนูเตรียมตัวสำหรับการสอบ O-Net A-Net ให้ดีๆก็แล้วกัน

ขอให้โชคดี

CREDIT : รองศาสตราจารย์เภสัชกรหญิงจงจิตร อังคทะวานิช
Quote    Reply   

#1 [url]

Apr 17 09 11:19 PM

UPDATE

ประเทศไทยกำลังเตรียมการจะออกมาเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะในอนาคตเหมือนกับมาตรฐานสากลที่อเมริกาเรียกว่า Registered Dietitian (R.D.) ปีนี้ (พ.ศ. 2552)คาดว่าจะเริ่มมีการสอบมาตรฐานวิชาชีพ Certified Dietitian of Thailand(CDT) เป็นปีแรก

CREDIT : รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช

Quote    Reply   

#2 [url]

Apr 18 09 9:40 PM

ในวิชาชีพนี้ หมายถึงการกำหนดอาหาร หรือนักกำหนดอาหารเนี่ยโดยสาระของมันเป็นวิชาชีพเฉพาะอยู่แล้ว คนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตไม่มีสิทธิทำหน้าที่นี้ นี่เป็นสภาวะของประเทศเจริญแล้วทั้งหลายนะคะ อเมริกาเรียกว่า Registered dietitian(R.D.) ซึ่งต้องสอบและผู้ที่จะเข้าสอบได้ต้องจบวุฒิตรงสายและมีชั่วโมงฝึกงานไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมง ดู และ ประกอบ ซึ่งถ้าดูแล้วจะทราบว่ามันซับซ้อนและมีรากฐานการทำงานวิชาชีพนี้มาแน่นมากๆ คือการรับรองนักกำหนดอาหารมีขั้นตอนตั้งแต่ต้องมีสถานพยาบาลที่มี RD ที่เข้มแข็งและเป็นแหล่งฝึกงานที่ดี ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต RD ซึ่งตรงนี้เมืองไทยก็ต้องมีหนทางเดินอีกพักใหญ่ เราต้องมีนักกำหนดอาหารที่เข้มแข็งเป็นจำนวนมากพอและปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาล จึงจะสร้างมาตรฐานวิชาชีพได้จริงจัง

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวไปในการดำเนินการให้วิชาชีพนักกำหนดอาหารเป็นวิชาชีพเฉพาะ และเมื่อได้แล้วก็จะมีการสอบใบประกอบโรคศิลปะและมีสภานักกำหนดอาหารต่อไป กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ซึ่งจะเป็นกองประเกอบโรคศิลปะเป็นหัวเรือ ขณะที่กำลังเดินเรื่องนี้อยู่ซึ่งใช้เวลามาก ก็จะมีการสอบที่เรียกว่า Certified Dietitian of Thailand(CDT) ก็จะล้อๆกันกับ RD ของอเมริกานี่เหละ จริงๆข่าวว่าจะสอบกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็เลื่อนมา หวังว่าปีนี้ นิสิตจุฬารุ่นแรกคงจะได้สอบ CDT เพราะปลายปีหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 5th Asian Congress of Dietetics คงต้องมีอะไรอวดเขาบ้าง เพราะขนาด Philippines ก็มีความตกลงกับสมาคมนักกำหนดอาหารอเมริกา คืออเมริการับรองใบ cer ของฟิลิปปินส์ หรือพูดอีกอย่างคือคนที่ได้ใบ cer จากฟิลิปปินส์เข้าไปทำงานในอเมริกาได้เลย

คำตอบก็คือเราน่าจะมีการสอบมาตรฐานวิชาชีพ CDT กันในปีนี้ ซึ่งคงจะเทียบเคียงกับใบประกอบโรคศิลปะนะคะ เพราะที่จริงผู้บริโภคเมืองไทยจะได้รับประโยชน์ในการได้รับการดูแลด้านอาหารและโภชนาการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ้าการสอบนี้เริ่มได้เสียที ก็ช่วยกันภาวนาค่ะ ดิฉันคิดว่า ผู้เกี่ยวข้องเขาก็พยายามเร่งกันอยู่

CREDIT : รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช

Quote    Reply   

#3 [url]

Mar 19 10 5:07 PM

ไม่ได้อัพเดต เรื่องนี้ซะนานเลยนะครับ

การสอบ CDT เป็นการสอบเพื่อให้ได้รับการรับรองการเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ
ของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ครับ

โดยในปี 2552 ได้มีการสอบไปแล้วครับ
ส่วนในปี 2553 นี้จะต้องมีต่อเนื่องอย่างแน่นอนครับ

ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า มีการสอบ CDT เพื่อเป็น License ของวิชาชีพนักกำหนดอาหารของประเทศไทยนั่นเอง

Quote    Reply   

#4 [url]

Feb 24 11 11:48 PM

ตอนนี้ทางสมาคมนักกำหนดอาหารมีเวปไซต์สมาคม ฯ เพื่อให้ได้ติดตามแล้วนะครับที่

http://thaidietetics.org/

ในที่นี้พี่ขอบอกคุณสมบัติ คร่าว ๆ ของการจะสอบ CDT ได้นะครับ

ประกาศสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย
กำหนดการสอบเพื่อการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กอ.ช.)
Certified Dietitian of Thailand (CDT)
ประจำปี พ.ศ. 2554

สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ตระหนักในความจำเป็นถึงระบบการรับรองคุณภาพนักกำหนดอาหาร เพื่อสนับสนุน ยกระดับวิทยฐานะของนักกำหนดอาหารให้ทัดเทียมกับวิชาชีพอื่นๆ เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และระดับสากล จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การสอบความรู้เพื่อการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพในประเทศไทยขึ้น ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. คุณสมบัติของผู้สอบ
1.1 เป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย

1.2 การศึกษาและประสบการณ์ สำเร็จการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งดังต่อไปนี้
1.2.1 ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส)
- สาขาอาหารและโภชนาการ
- มีประสบการณ์การทำงานด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6 ปี
1.2.2 ปริญญาตรี
1.2.2.1 สาขาอาหารและโภชนาการ และได้รับปริญญาใดปริญญาหนึ่งดังต่อไปนี้
ก. วิทยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) โภชนาการและการกำหนดอาหาร (Nutrition & Dietetics), โภชนศาสตร์, โภชนวิทยา หรือเทียบเท่า
ข. คหกรรมศาสตร์ (คศ.บ.) สาขาคหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ
และมีประสบการณ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- ผ่านการฝึกงานด้านอาหาร/โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 900 ชั่วโมง
- ผ่านการฝึกงานด้านอาหาร/โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 250 ชั่วโมง และต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 ปี
- หากไม่ผ่านการฝึกงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาล ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้าน โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 ปี
1.2.2.2 สาขาที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการด้านอื่นๆ
- ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี
1.2.2.3 สาขาที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ
- ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 4 ปี
1.2.3 ปริญญาโท /ปริญญาเอก
1.2.3.1 สาขาอาหารและโภชนาการ และได้รับปริญญาใดปริญญาหนึ่งดังต่อไปนี้
ก. วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วท.ม)/วิทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (วท.ด.) โภชนาการและการกำหนดอาหาร (Nutrition and Dietetics), โภชนศาสตร์, โภชนวิทยา หรือเทียบเท่า และมีประสบการณ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- ผ่านการฝึกงานด้านอาหาร/โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 900 ชั่วโมง
- ผ่านการฝึกงานด้านอาหาร/โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 250 ชั่วโมง และต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 ปี
- หากไม่ผ่านการฝึกงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาล ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้าน โภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 ปี
1.2.3.2 สาขาที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการด้านอื่นๆ
- ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี
1.2.3.3 สาขาที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ
- ต้องมีประสบการณ์การทำงานทางด้านโภชนาการในโรงพยาบาลอย่างน้อย 4 ปี

ข้อ 3. วิชา คะแนนที่สอบ และเกณฑ์การตัดสิน
3.1. วิชาและคะแนนที่สอบ สำหรับการรับรองเป็นนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กอ.ช)
3.1.1. องค์ความรู้ด้านโภชนบำบัดทางการแพทย์ (Medical Nutrition Therapy) และการให้คำปรึกษา (Diet Counseling) ร้อยละ 30
3.1.2. องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานโภชนาการ [Food Service Management] ร้อยละ 30
3.1.3. องค์ความรู้ด้านโภชนาการพื้นฐาน [Basic Nutrition] ร้อยละ 25
3.1.4. องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร [Food Sciences] ร้อยละ 10
3.1.5. องค์ความรู้ด้านการวิจัย [Nutrition and Dietetics Research] ร้อยละ 5

3.2. เกณฑ์การตัดสิน ต้องผ่านการสอบ โดยได้คะแนนร้อยละ 60 ของคะแนนรวมทั้ง 5 องค์ความรู้

Quote    Reply   
Add Reply

Quick Reply

bbcode help